Thursday, July 16, 2026

สหภาพแรงงานเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แคนาดาจี้รัฐเพิ่มสวัสดิการจิตเวช หลังรายงานชันสูตรชี้อัตราฆ่าตัวตายพุ่งสูง

สหภาพแรงงานเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แห่งออนแทรีโอ (OPSEU) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพจิตและมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างเร่งด่วน ภายหลังรายงานของรองเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพเปิดเผยสถิติที่น่าตกใจว่า มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในมณฑลออนแทรีโอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายรวม 34 รายนับตั้งแต่ปี 2010 โดยสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปีหลัง (ปี 2020–2024) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 17 ราย เท่ากับสถิติในรอบ 10 ปีก่อนหน้ารวมกัน ตัวแทนสหภาพระบุว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้เนื่องจากการตีตราทางสังคม ทำให้เกิดการรายงานข้อมูลต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้ รายงานระบุชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมความรุนแรงทั้งทางวาจาและร่างกายในที่ทำงานจนนำไปสู่ความเสี่ยงขั้นรุนแรง

ทางสหภาพแรงงานชี้ว่า ปัจจุบันวงเงินสวัสดิการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถูกจำกัดไว้ในระดับที่ต่ำมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายดี และยังขาดการคุ้มครองค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรมการบำบัดแบบผู้ป่วยใน ซึ่งแตกต่างจากบุคลากรความปลอดภัยสาธารณะกลุ่มอื่น เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับวงเงินช่วยเหลือในระดับที่สูงกว่ามากหรือแบบไม่จำกัดวงเงิน สหภาพฯ จึงเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการให้เข้าถึงง่ายเหมือนการรักษาอาการบาดเจ็บทางกายภาพทั่วไปเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหารุกรามจนสายเกินแก้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการจัดหลักสูตรอบรมด้านสุขภาพจิตภาคบังคับสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางจิตวิทยาในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ

ที่มา: Talent Canada, 15/7/2026 

สมาคมนักเขียนบทสหรัฐฯ ยื่นฟ้องระงับดีลควบรวม Paramount-Warner Bros. หวั่นทำค่าจ้างดิ่ง-ผูกขาดตลาด

สมาคมนักเขียนบทภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งอเมริกา (WGA) ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในแคลิฟอร์เนียเพื่อสกัดกั้นการเข้าซื้อกิจการของ Paramount Skydance ในการควบรวมกิจการกับ  Warner Bros. Discovery โดยทางสมาคมฯ แย้งว่าข้อตกลงดังกล่าวละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐฯ เนื่องจากจะช่วยลดการแข่งขันในตลาดจัดจ้างนักเขียนบทซีรีส์โทรทัศน์ รายการสตรีมมิ่ง รวมถึงบทภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ซึ่งส่งผลให้บริษัทที่ควบรวมใหม่นี้มีอำนาจในการปรับลดงบประมาณด้วยการกดค่าแรงของนักเขียน และลดปริมาณการผลิตผลงาน ส่งผลให้โอกาสในการจ้างงานของแรงงานสร้างสรรค์ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

การเคลื่อนไหวของสมาคมนักเขียนบทเกิดขึ้นตามหลังการยื่นฟ้องแยกของอัยการรัฐสังกัดพรรคเดโมแครต 12 รัฐ นำโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อศาลเพื่อสั่งระงับการปิดดีลชั่วคราวระหว่างรอการไต่สวน โดยอัยการระบุว่าการควบรวมกิจการมูลค่าสูงถึง 1.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (รวมหนี้สิน) นี้ จะทำให้สตูดิโอยักษ์ใหญ่ระดับตำนานของฮอลลีวูดลดจำนวนลง ส่งผลกระทบด้านราคาและทางเลือกของผู้บริโภค ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายพาราเมาท์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยโต้แย้งว่าการรวมกิจการจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่น ๆ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการยุบรวมสตูดิโอภาพยนตร์ และยังคงตั้งเป้าผลิตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่างน้อย 30 เรื่องต่อปีเพื่อเปิดโอกาสให้กับเหล่านักเขียนต่อไป

ที่มา: Broadband TV News, 15/7/2026 

Tuesday, July 14, 2026

ผู้นำสหภาพแรงงานอังกฤษเรียกร้องให้บริษัท Rockstar Games ยอมรับรองสหภาพแรงงาน

ผู้นำอาวุโสจากสหภาพแรงงานและกลุ่มประชาสังคม 23 แห่งในสหราชอาณาจักร ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้บริษัท Rockstar Games ยอมรับรองสหภาพแรงงานอิสระแห่งสหราชอาณาจักร (IWGB) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่ค่ายเกมยักษ์ใหญ่แห่งนี้กำลังเตรียมการเปิดตัวเกมแฟรนไชส์ระดับโลก Grand Theft Auto VI ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกลุ่มตัวแทนแรงงานระบุว่า ความสำเร็จทางรายได้มหาศาลของเกมซีรีส์นี้เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของคนทำงาน ดังนั้น บริษัทจึงควรเคารพการตัดสินใจของพนักงานในการรวมกลุ่มเพื่อเจรจาต่อรองร่วมอย่างเป็นธรรม

ความเคลื่อนไหวเพื่อขอการรับรองอย่างเป็นทางการนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเรียกร้องความโปร่งใสเกี่ยวกับโครงสร้างค่าจ้าง การจัดสรรเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และข้อกำหนดการทำงานล่วงเวลา นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังทวีความตึงเครียดขึ้นหลังจากสมาชิกสหภาพบางส่วนยื่นฟ้องร้องต่อศาล โดยอ้างว่าพวกเขาถูกบริษัทเลิกจ้างอย่างผิดกฎหมายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ ทว่าทางร็อกสตาร์เกมส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรงและระบุว่าเป็นผลมาจากการประพฤติมิชอบร้ายแรงของตัวพนักงานเอง ทั้งนี้ ผู้นำสหภาพแรงงานดับเพลิง (FBU) ระบุเสริมว่า พระราชบัญญัติสิทธิการจ้างงานฉบับปี 2025 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ จะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายชิ้นสำคัญที่ช่วยปกป้องและเปิดโอกาสให้แรงงานในภาคเอกชนสามารถรวมตัวจัดตั้งสหภาพได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ที่มา: Morning Star, 14/7/2026 

Monday, July 13, 2026

บัลแกเรียเร่งนำเข้าแรงงานเอเชียทะลุแสนคน แก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนคนขับรถและภาคบริการ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและนโยบายสังคมของบัลแกเรีย เปิดเผยว่า ตลาดแรงงานของประเทศกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ แม้อัตราการว่างงานในประเทศจะอยู่ในระดับต่ำมากที่ 2.8% ถึง 3.2% แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ว่างงานในท้องถิ่นเกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่ขาดทักษะหรือไม่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัลแกเรียจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานต่างชาตินอกสหภาพยุโรปพุ่งสูงกว่า 108,000 คน โดยกลุ่มแรงงานหลักมาจากภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียใต้ เช่น อุซเบกิสถาน อินโดนีเซีย เนปาล และอินเดีย ซึ่งทางการคาดการณ์ว่าจำนวนแรงงานต่างชาติจะทำสถิติสูงสุดใหม่ทุบสถิติของปีที่ผ่านมาที่จำนวน 49,179 คน

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่เมืองพล็อฟดิฟ (Plovdiv) เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ซึ่งเทศบาลเมืองได้ร่วมมือกับบริษัทจัดหางานเพื่อนำเข้าแรงงานจากอุซเบกิสถานและอินเดียจำนวน 150 คนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นคนขับรถโดยสารสาธารณะ เพื่อทดแทนกลุ่มแรงงานท้องถิ่นเดิมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการประท้วงของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับระบบคมนาคมที่ย่ำแย่ ขณะเดียวกัน รายงานทางการเงินระบุว่า ปัจจัยดึงดูดสำคัญที่ทำให้แรงงานเอเชียหลั่งไหลเข้ามาคืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำของบัลแกเรียที่สูงถึง 620 ยูโรต่อเดือน ซึ่งมากกว่าค่าแรงในประเทศบ้านเกิดอย่างอุซเบกิสถานถึงสองเท่า ทว่าองค์กรตรวจสอบสิทธิแรงงานในคาบสมุทรบอลข่านได้ออกโรงเตือนให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มการคุ้มครองทางกฎหมายแก่แรงงานกลุ่มนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของการถูกกดขี่และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากนายจ้าง

ที่มา: Balkan Insight, 13/7/2026 

สหภาพแรงงานเนเธอร์แลนด์เตือน สถานที่ทำงานไม่พร้อมรับมือวิกฤตความร้อน

สหภาพแรงงานซีเอ็นวี (CNV) ของเนเธอร์แลนด์ ออกโรงเตือนว่าสถานที่ทำงานในประเทศยังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน หลังจากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มแรงงานที่ต้องปฏิบัติงานหน้างาน (Physical Presence) จำนวน 1,500 คน ในภาคการก่อสร้าง อุตสาหกรรมโรงงาน และระบบสาธารณสุข พบว่าแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่งยังคงต้องทำงานที่ใช้กำลังทางกายภาพอย่างหนักท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูง โดย 56% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า สภาพความร้อนจัดส่งผลให้เกิดสภาวะการทำงานที่ไม่ปลอดภัย และเกือบ 1 ใน 4 ยอมรับว่าเคยประสบกับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายจากความร้อนโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดอาการล้มป่วย เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และคลื่นไส้

ทางสหภาพแรงงานระบุว่า นายจ้างส่วนใหญ่ยังขาดการจัดทำ "แผนรับมือความร้อน" (Heat Protocol) ที่เป็นรูปธรรม โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนเวลาทำงานหรือเพิ่มเวลาพักผ่อนให้แก่ลูกจ้างในช่วงที่อากาศร้อนจัด ซึ่งถือเป็นความย้อนแย้งเนื่องจากปัจจุบันมีนโยบายรองรับสภาพอากาศเลวร้ายอื่น ๆ เช่น หิมะตก ลูกเห็บ หรือถนนลื่น อย่างชัดเจนแล้ว ทั้งนี้ กรรมการบริหารของสหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ณ กรุงเฮก ออกข้อบังคับทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของแรงงานอย่างเร่งด่วน โดยเสนอมาตรการปรับลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มช่วงเวลาพักคลุม ติดตั้งระบบทำความเย็นในพื้นที่ปฏิบัติงาน ตลอดจนการสั่งระงับการทำงานทันทีหากสภาพแวดล้อมมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้สอดรับกับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

ที่มา: NL Times, 12/7/2026 

Saturday, July 11, 2026

สถานกงสุลฟิลิปปินส์รุดสอบคดีค้ามนุษย์ หลอกแม่บ้านในฮ่องกงรับอุ้มบุญให้คู่รักเอเชียกลาง

สถานกงสุลฟิลิปปินส์ประจำฮ่องกง ร่วมกับทางการฮ่องกง เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีแรงงานแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ในฮ่องกง ถูกเครือข่ายข้ามชาติหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อไปเป็น "แม่อุ้มบุญ" ให้กับคู่รักจากภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาว่าเข้าข่ายขบวนการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่ โดยข้อพิพาทดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในเดือนกรกฎาคม 2026 หลังจากมีหญิงผู้เสียหายหลายรายออกมาร้องเรียนว่าถูกอดีตแรงงานแม่บ้านที่ย้ายไปอยู่เอเชียกลางโพสต์โฆษณาชวนเชื่อว่าจะให้ค่าตอบแทนสูงถึง 1 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (ประมาณ 16,220 ดอลลาร์สหรัฐ) หากยอมตั้งครรภ์จนครบกำหนดคลอด

รายงานระบุว่า มีผู้เสียหายอย่างน้อย 5 รายที่ตั้งครรภ์จนคลอดบุตรสำเร็จแต่กลับไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงกันไว้ โดยมีรายหนึ่งระบุว่าถูกผู้ว่าจ้างปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่าทารกที่เกิดมามีความบกพร่องทางร่างกาย ทั้งนี้ ทางสถานกงสุลฟิลิปปินส์ได้ออกประกาศเตือนแรงงานชาวฟิลิปปินส์ในฮ่องกงที่มีจำนวนมากกว่า 200,000 คน ให้ระมัดระวังโฆษารับสมัครงานทางออนไลน์ที่น่าสงสัย ขณะที่สำนักสาธารณสุขของฮ่องกงระบุว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนหรือต่อต้านการอุ้มบุญ แต่การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและมาตรฐานจริยธรรมที่เข้มงวด เนื่องจากปัจจุบันการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ ซึ่งสร้างช่องว่างให้เกิดขบวนการหลอกลวงข้ามพรมแดนที่นำไปสู่การกดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ที่มา: The Labour Pulse, 11/9/2026 

Friday, July 10, 2026

จีนคลอดแผน 5 ปี ตั้งเป้าช่วยแรงงานว่างงานกลับเข้าสู่ระบบ 25 ล้านคน

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมของจีน ประกาศแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมฉบับใหม่ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) โดยกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณรวม 18 ข้อ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดแรงงานในประเทศ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการตั้งเป้าหมายช่วยให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 25 ล้านคนสามารถกลับเข้าทำงานในระบบได้อีกครั้ง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประสบความยากลำบากในการหางานให้มีอาชีพเพิ่มขึ้นอีก 6.5 ล้านคน นอกเหนือจากนี้ รัฐบาลจีนยังตั้งเป้าหมายที่จะควบคุมอัตราการว่างงานในเขตเมืองจากการสำรวจให้ต่ำกว่า 5.5% และจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการฝึกอบรมวิชาชีพให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานอพยพจากชนบทจำนวน 17.5 ล้านคนด้วย

ด้านการยกระดับระบบสวัสดิการและความมั่นคงทางสังคม แผนการดังกล่าวตั้งเป้าที่จะรักษาอัตราการคุ้มครองของประกันบำนาญขั้นพื้นฐานให้อยู่เหนือระดับ 95% พร้อมทั้งขยายระบบประกันการว่างงานให้ครอบคลุมประชากร 255 ล้านคน และประกันอุบัติเหตุจากการทำงานให้ครอบคลุม 345 ล้านคน ซึ่งระบบหลังนี้จะรวมถึงโครงการคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มอาชีพยุคใหม่ เช่น คนขับรถรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันและไรเดอร์ส่งอาหาร นอกจากนี้ จีนยังตั้งเป้าหมายให้กองทุนเงินบำนาญสะสมสำหรับองค์กรและอาชีพ (Enterprise and Occupational Annuity Funds) ซึ่งเป็นระบบบำนาญเสริมที่นายจ้างร่วมสมทบ มีมูลค่ารวมกันทะลุ 9 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2030

ที่มา: China Daily, 10/7/2026 

สหภาพแรงงานออสเตรเลียชี้รัฐบาลเลิกคุมเป้าหมายจัดจ้างเอกชน ทำงบจ้างพนักงานชั่วคราวพุ่ง

สหภาพบริการสาธารณะและชุมชน (CPSU) ของออสเตรเลีย ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกลางอย่างรุนแรง หลังมีการยกเลิกข้อกำหนดเป้าหมายความรับผิดชอบภายใต้กรอบการจัดจ้างเชิงยุทธศาสตร์ (SCF) ซึ่งแต่เดิมออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้หน่วยงานรัฐโอนย้ายงานหลักไปให้บริษัทเอกชนภายนอก (Outsourcing) โดยสหภาพแรงงานเตือนว่าการปล่อยปละละเลยครั้งนี้จะส่งผลให้การกำกับดูแลลดลงและผลักดันให้เกิดการจ้างงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับงบประมาณการจัดจ้างบุคลากรชั่วคราวตามข้อมูลของหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (AusTender) ในปีงบประมาณ 2025–2026 ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 52% เป็นมูลค่า 3.53 พันล้านดอลลาร์ และมีปริมาณสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น 18% เป็น 9,160 สัญญา

ทางสหภาพแรงงานระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่หลายแห่งยังคงพึ่งพาแรงงานภายนอกในภารกิจหลักอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สำนักงานสรรพากรและสำนักงานประกันผู้พิการแห่งชาติที่ยังคงใช้พนักงานคอลเซ็นเตอร์จากบริษัทข้ามชาติรวมกว่า 3,000 คน รวมถึงกระทรวงมหาดไทยที่จ้างผู้รับเหมาเอกชนในหน่วยเดินเรือแห่งชาติ แทนที่จะนำเงินภาษีของประชาชนมาลงทุนกับข้าราชการประจำที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่งบจ้างงานชั่วคราวพุ่งขึ้นเกือบสามเท่าตัว ขณะที่คณะกรรมการบริการสาธารณะแห่งออสเตรเลีย (APSC) ออกมาโต้แย้งว่า การลดระดับเป้าหมายลงเป็นเรื่องปกติเนื่องจากหน่วยงานส่วนใหญ่รายงานว่าแทบไม่มีงานหลักที่ตกค้างในระบบจัดจ้างภายนอกแล้ว อย่างไรก็ตาม สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ANAO) กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประสิทธิภาพของกรอบการทำงานดังกล่าว โดยมีกำหนดรายงานผลต่อสาธารณะในเดือนตุลาคม 2026 นี้

ที่มา: National Tribune, 9/7/2026 

Thursday, July 9, 2026

โรงพยาบาลสหรัฐฯ แห่จ้างพยาบาลฟิลิปปินส์ผ่านระบบทางไกล อุดรอยรั่ววิกฤตขาดแคลนแรงงาน

 

โรงพยาบาลและคลินิกทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาหันมาใช้กลยุทธ์จัดจ้างพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์จากฟิลิปปินส์เพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์เสมือนจริง" (Virtual Healthcare Assistants) ผ่านระบบทางไกลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพในประเทศกว่า 80,000 อัตรา โดยกลุ่มแรงงานเหล่านี้จะรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ตรวจสอบสิทธิ์ประกันภัย คัดกรองผู้ป่วยผ่านวิดีโอคอล ตลอดจนการจัดการนัดหมาย ซึ่งสมาคมจัดการข้อมูลสุขภาพแห่งฟิลิปปินส์ (HIMAP) ระบุว่า ธุรกิจบริการจ้างเหมาช่วงกระบวนการทางคลินิก (CPO) ในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการจ้างงานบุคลากรทางการแพทย์เต็มเวลาสูงถึง 210,000 คน

มาตรการนี้ช่วยให้สถานพยาบาลในสหรัฐฯ ประหยัดต้นทุนค่าแรงได้มากถึง 70% เนื่องจากอัตราค่าจ้างระบบทางไกลอยู่ที่เพียง 5–10 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของพยาบาลในสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 45 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าพยาบาลเสมือนจริงช่วยลดภาระงานเอกสารและเวลาทำงานล่วงเวลาของพยาบาลหน้างานได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน สมาคมพยาบาลฟิลิปปินส์รวมใจ (FNU) ได้ออกมาแสดงความกังวลว่าความนิยมในอาชีพพยาบาลทางไกลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าโรงพยาบาลท้องถิ่นถึง 5 เท่า กำลังซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ภายในประเทศฟิลิปปินส์เอง ส่งผลให้โรงพยาบาลในท้องถิ่นต้องเผชิญกับภาวะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอและต้องแบกรับภาระงานที่หนักเกินตัว

ที่มา: Rest of World, 9/7/2026 

Wednesday, July 8, 2026

ออสเตรเลียจ่อบังคับใช้มาตรฐานค่าแรงไรเดอร์ส่งอาหารเป็นแห่งแรกของโลกสิงหาคม 2026

สหภาพแรงงานขนส่ง (TWU) ของออสเตรเลียแสดงความยินดีต่อการประกาศแสดงเจตจำนงของคณะกรรมการแรงงานที่เป็นธรรม (FWC) ซึ่งเตรียมบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำด้านค่าจ้างและเงื่อนไขการทำงานสำหรับแรงงานในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Workers) นับหมื่นคน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้สอดรับกับข้อเสนอร่วมระหว่างสหภาพแรงงานร่วมกับแพลตฟอร์มหลักอย่าง Uber Eats และ DoorDash ที่ยื่นเสนอคำสั่งกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (MSO) ซึ่งกำหนดให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไรเดอร์ต้องไม่น้อยกว่า 31.30 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อชั่วโมง พร้อมทั้งสร้างความโปร่งใสเรื่องรายได้ การทำประกันภัย และสิทธิ์การเป็นตัวแทนสหภาพ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2024 ภายหลังจากรัฐบาลผ่านกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีลักษณะคล้ายลูกจ้าง ซึ่งการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานโลกในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตครั้งใหญ่ของกลุ่มไรเดอร์ที่เคยขาดการคุ้มครองทางกฎหมายและต้องเผชิญแรงกดดันจนนำไปสู่อุบัติเหตุเสียชีวิตบนท้องถนนถึง 25 รายนับตั้งแต่ปี 2017 นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังมีมาตรการป้องกันการปิดบัญชีคนงานอย่างไม่เป็นธรรมจากระบบคะแนนรีวิว รวมถึงการกำหนดคำสั่งโซ่ตรวนสัญญา (Contract Chain Order) ที่บังคับให้แพลตฟอร์มต้องช่วยแบกรับและชดเชยต้นทุนค่าน้ำมันตามจริงให้แก่ผู้ขับขี่ ซึ่งถือเป็นต้นแบบการปฏิรูปแรงงานแพลตฟอร์มในระดับสากลร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

ที่มา: Mirage.News, 8/7/2026 

Tuesday, July 7, 2026

พรรคคอมมิวนิสต์แอฟริกาใต้ชี้ระบบทุนนิยมคือต้นตอปัญหาแรงงานย้ายถิ่นฐาน วอนแรงงานร่วมมือกัน

พรรคคอมมิวนิสต์แอฟริกาใต้ (SACP) ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมโปลิตบูโรที่กรุงโจฮันเนสเบิร์ก โดยระบุว่าแรงงานข้ามชาติชาวแอฟริกันไม่ใช่ศัตรูของประเทศ และชี้ว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากระบบทุนนิยมที่ผลักดันให้เกิดการย้ายถิ่นฐานข้ามพรมแดน แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้กลุ่มประชาสังคมที่ออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านผู้อพยพผิดกฎหมายเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มประท้วงระบุว่าผู้เข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารสร้างความกดดันต่อระบบบริการสาธารณะและก่อให้เกิดอาชญากรรม พร้อมประกาศจะเดินขบวนทุกวันพฤหัสบดีจนกว่ารัฐบาลจะเพิ่มมาตรการเนรเทศอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์แย้งว่าการโจมตีผู้อพยพเป็นการลงโทษคนจน และกลุ่มทุนข้ามชาติคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงจากการกดขี่แรงงานที่สิ้นหวัง

นอกเหนือจากประเด็นการย้ายถิ่นฐานแล้ว ที่ประชุมยังได้แสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อระบบกระบวนการยุติธรรมของแอฟริกาใต้ หลังจากการไต่สวนของคณะกรรมการฝ่ายตุลาการพบวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หน่วยงานความมั่นคงบางส่วนถูกแทรกแซงโดยเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งพรรคเตือนว่าอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติหากไม่มีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล (Operation Vulindlela) ที่มุ่งเน้นการเปิดเสรีและการร่วมทุนกับภาคเอกชน รวมถึงแผนการแยกย่อยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าและการแปรรูปอุตสาหกรรมเครือข่าย โดยมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวคิดนีโอลิเบอรัลที่เอื้อประโยชน์และรับประกันผลกำไรให้แก่กลุ่มทุนเอกชนโดยใช้สินทรัพย์ของสาธารณะ

ที่มา: InsidePolitics, 7/7/2026 

ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานทำงานบ้านต่างแดนในสิงคโปร์ฉลองครบ 10 ปี เผยเรื่องราวความเสียสละของแรงงานแม่บ้านข้ามชาติ

ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานทำงานบ้านต่างแดน (CDE) ในสิงคโปร์ ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ณ รีสอร์ท เวิลด์ เซนโตซ่า เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2026 เพื่อเชิดชูและยกย่องความมุ่งมั่นทุ่มเทของกลุ่มแรงงานแม่บ้านข้ามชาติที่เข้ามาขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและดูแลครอบครัวชาวสิงคโปร์ โดยองค์กรแรงงานระบุว่า ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้มุ่งเน้นการจัดหาบริการด้านสวัสดิการและการฝึกอบรมทักษะเฉพาะทางที่จำเป็น เช่น การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม การพยาบาลผู้สูงอายุ และการดูแลทารกแรกเกิด ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มนายจ้างและลูกจ้างในฐานะหุ้นส่วนการดูแลที่มีเกียรติ

รายงานระบุว่า แรงงานหญิงข้ามชาติเหล่านี้ยอมเสียสละละทิ้งครอบครัว บุตร และภูมิลำเนาเดิมจากประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา และอินโดนีเซีย เพื่อเดินทางมาทำงานในสิงคโปร์ โดยต้องเผชิญกับความท้าทายทางอารมณ์จากการห่างไกลบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเวลานานหลายปี ทว่าเป้าหมายหลักของทุกคนคือการส่งรายได้กลับไปจุนเจือและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ครอบครัว ขณะเดียวกัน แรงงานบางส่วนยังใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล เช่น การฝึกฝนภาษาอังกฤษและภาษาจีนเพื่อต่อยอดอาชีพในอนาคต ซึ่งการพึ่งพาแรงงานแม่บ้านข้ามชาติถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ชาวสิงคโปร์สามารถคงอยู่ในระบบการจ้างงานได้อย่างมั่นใจ เนื่องจากมีผู้ช่วยดูแลระบบสัญจรภายในบ้านและบุคคลในครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ที่มา: The Independent News, 6/7/2026 

Monday, July 6, 2026

แรงงานในอุตสาหกรรมกัญชามิสซูรีเดินหน้าจัดตั้งสหภาพสำเร็จ ชนะข้อกฎหมายหนุนคลื่นปฏิรูปสวัสดิการ

 


แรงงานในอุตสาหกรรมกัญชาของรัฐมิสซูรีประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในการขับเคลื่อนสิทธิแรงงาน โดยพนักงานร้านจำหน่ายกัญชา High Profile ในเมืองโคลัมเบีย บรรลุข้อตกลงสัญญาจ้างร่วมฉบับแรกของรัฐในเดือนกรกฎาคม 2026 ส่งผลให้ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นและวันหยุดพักร้อนแบบได้รับค่าจ้าง ขณะเดียวกัน พนักงานฝ่ายแปรรูปและผลิตของ Proper Brands ในเมืองเซนต์หลุยส์ ก็เพิ่งลงมติเห็นชอบในการจัดตั้งสหภาพแรงงานสำเร็จด้วยคะแนน 25 ต่อ 21 เสียง และกลุ่มพนักงานของ Vibe Cannabis กำลังเตรียมจัดเลือกตั้งจัดตั้งสหภาพในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ด้วยเช่นกัน หลังจากสหภาพแรงงานอาหารและพาณิชย์ท้องถิ่น (UFCW Local 655) รายงานว่าได้รับการติดต่อจากคนงานทั่วทั้งรัฐที่ต้องการยกระดับโครงสร้างสวัสดิการในสถานที่ทำงาน

แรงผลักดันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ (NLRB) มีคำวินิจฉัยสำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ปฏิเสธข้อต่อสู้ของฝ่ายนายจ้างและรับรองว่าแรงงานในกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวไม่ใช่แรงงานภาคเกษตรกรรม ส่งผลให้คนงานกลุ่มนี้ได้รับสิทธิ์ความคุ้มครองในการรวมกลุ่มทางกฎหมายภายใต้กฎหมายแรงงานของรัฐบาลกลาง ทั้งนี้ กลุ่มพนักงานระบุว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในองค์กร สภาพแวดล้อมการทำงานที่แออัดและมีอุณหภูมิสูง รวมถึงการขาดแคลนอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็นต่อระบบทางเดินหายใจ เป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานหันมาร่วมมือกัน โดยกลุ่มผู้จัดตั้งตั้งเป้าหมายที่จะใช้ระบบสัญญาจ้างร่วมเพื่อเจรจาขอเพิ่มค่าตอบแทน สวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และความปลอดภัยในการทำงานอย่างเป็นระบบ

ที่มา: Missouri Independent, 6/7/2026 

Sunday, July 5, 2026

FIFPRO จี้ปกป้องผู้เล่นจากการคุกคามในศึกฟุตบอลโลก 2026

สมาพันธ์นักฟุตบอลนานาชาติ (FIFPRO) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องนักเตะจากการถูกคุกคามและการเลือกปฏิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยระบุว่านักฟุตบอลต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลทั้งทางร่างกายและจิตใจในการลงเล่นท่ามกลางความคาดหวังของคนทั้งชาติ ทว่าในระยะหลังกลับมีกระแสการโจมตี ล่วงละเมิดทางออนไลน์ และการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงทั้งจากรายงานข่าวของสื่อมวลชนและในโซเชียลมีเดียหลังจบการแข่งขันหรือเมื่อทีมตกรอบ ซึ่งพฤติกรรมที่เป็นภัยและแสดงความจงเกียจจงชังเหล่านี้กำลังกลายเป็นรูปแบบเชิงระบบที่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในวงการฟุตบอลหรือสังคมอีกต่อไป

FIFPRO เน้นย้ำว่าทีมชาติถือเป็นพื้นที่ทำงานส่วนหนึ่งของนักกีฬาและควรได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเต็มที่ แม้ที่ผ่านมาจะมีการเริ่มใช้ระบบตรวจสอบและรายงานผลแล้ว แต่การดำเนินงานเพียงลำพังไม่สามารถยับยั้งความเสียหายได้ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนมาตรการร่วมกันระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สื่อมวลชน และแฟนบอล เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง ทั้งนี้ FIFPRO เตรียมนำประเด็นความปลอดภัยทางสุขภาวะของนักเตะเข้าสู่ที่ประชุมเวทีเสวนาสังคมโลก (Global Social Dialogue Platform) ร่วมกับ FIFA เพื่อหาแนวทางป้องกันผลกระทบระยะยาวต่ออาชีพและสวัสดิภาพของนักกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา: FIFPRO, 5/7/2026 

Saturday, July 4, 2026

แรงงานเนเธอร์แลนด์เผชิญความไม่มั่นคงในอาชีพ หวั่นตกงานพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวในรอบ 2 ปี

ผลวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิจัยตลาดโมติเวชัน (Motivaction) ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชากรในเนเธอร์แลนด์จำนวน 5,500 คน ในเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า ความกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงานของแรงงานชาวดัตช์พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบันมีแรงงานถึง 1 ใน 5 (หรือคิดเป็น 20%) ที่หวาดกลัวว่าตนเองอาจต้องถูกเลิกจ้างหรือจำเป็นต้องหางานใหม่ภายในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเมื่อสองปีที่แล้วที่มีสัดส่วนผู้กังวลเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามยังแสดงความกังวลเพิ่มเติมว่า หากเกิดการเลิกจ้างขึ้นจริง พวกเขาอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการมองหากลางงานใหม่ที่เหมาะสมกับทักษะของตนเอง

ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและแตกแยกอย่างชัดเจนในแต่ละสาขาอาชีพ โดยกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมบริการ การค้าปลีก บริการทางการเงิน และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่รายงานความรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการงานสูงที่สุด ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคลากรในภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา และวิชาชีพทางกฎหมาย กลับมีความกังวลในระดับที่ต่ำมากเนื่องจากตลาดยังมีความเสถียรภาพสูง ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังเผยให้เห็นถึงความย้อนแย้งครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานภาพรวมของประเทศ เนื่องจากในขณะที่กลุ่มลูกจ้างส่วนใหญ่กำลังตื่นตระหนกกับภาวะตกงาน แต่ฝั่งผู้ประกอบการในภาคการก่อสร้าง เทคโนโลยี และระบบสาธารณสุข กลับยังคงประสบปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: NL Times, 4/7/2026 

Friday, July 3, 2026

ITF เผยปี 2025 เลวร้ายสุดของอุตสาหกรรมเดินเรือ ลูกเรือกว่า 6 พันคนถูกลอยแพ-ค้างค่าจ้าง

สมาพันธ์คนงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) ระบุว่า วิกฤตการละทิ้งลูกเรือและเรือเดินสมุทรในปี 2025 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน โดยมีลูกเรือจำนวน 6,223 คน จากเรือ 410 ลำ ถูกปล่อยทิ้งอย่างโดดเดี่ยวตามน่านน้ำต่าง ๆ และถูกค้างชำระค่าจ้างรวมกันคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 25.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางสมาพันธ์ฯ สามารถติดตามทวงคืนมาได้เพียง 16.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อีก 9.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐยังคงค้างชำระ ทั้งนี้ ตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลระบุว่า การละทิ้งลูกเรือจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของเรือไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับประเทศ ขาดการดูแลส่งกำลังบำรุง หรือค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่สองเดือนขึ้นไป

ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นพื้นที่ที่พบการลอยแพลูกเรือมากที่สุด โดยประเทศตุรกีพบสูงสุดที่ 61 ลำ รองลงมาคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 54 ลำ ขณะที่สัญชาติของลูกเรือที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคืออินเดีย ฟิลิปปินส์ และซีเรียตามลำดับ ปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดปัญหานี้มาจากระบบที่เรียกว่า "ธงสะดวกซื้อ" (Flags of Convenience) หรือการจดทะเบียนเรือในประเทศที่ผ่อนปรนกฎระเบียบเพื่ออำพรางตัวตนเจ้าของแท้จริง ซึ่งพบว่าเรือที่จดทะเบียนลักษณะนี้ เช่น ในปานามา มีสัดส่วนสูงถึง 82% ของคดีทั้งหมด ทั้งนี้ เลขาธิการทั่วไปของสมาพันธ์ฯ ได้เร่งเรียกร้องให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพิ่มอำนาจในการจัดการทางกฎหมายและดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดกับบริษัทที่ไร้จรรยาบรรณเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

ที่มา: LabourPulse, 3/7/2026 

Thursday, July 2, 2026

โรงงานคอนกรีตในนิวซีแลนด์จ่อยุบกิจการ เลิกจ้างพนักงานหลังเจ้าของติดอันดับมหาเศรษฐี

พนักงานจำนวน 15 คนของโรงงานคอนกรีตสำเร็จรูป Calder Stewart ในย่านฮอร์นบี เมืองไคร์สต์เชิร์ช กำลังเผชิญภาวะตกงานหลังจากบริษัทเสนอแผนปิดกิจการในเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากตระกูลผู้เป็นเจ้าของธุรกิจได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดของนิวซีแลนด์ประจำปี 2026 ด้วยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม ส่งผลให้กลุ่มแรงงานและตัวแทนสหภาพแรงงาน E tū แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความไม่เป็นธรรมในครั้งนี้

ตัวแทนสหภาพแรงงานระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมากลุ่มพนักงานได้ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ทั้งการยอมลดค่าเบี้ยเลี้ยงอุปกรณ์ การตัดสิทธิ์วันลาพักร้อนสะสมระยะยาว รวมถึงยอมไม่ขึ้นค่าจ้างประจำปี เพื่อช่วยลดต้นทุนและพยุงให้บริษัทสามารถแข่งขันในตลาดได้ตามที่ฝ่ายบริหารร้องขอเพื่อรักษาตำแหน่งงานไว้ ทว่าท้ายที่สุดบริษัทกลับทรยศต่อความร่วมมือดังกล่าวและเดินหน้าเลิกจ้างพนักงานกระทันหัน ท่ามกลางความกังวลของแรงงานเรื่องการหางานใหม่ในวิกฤตค่าครองชีพ โดยทางสหภาพแรงงานเตรียมเข้าหารือร่วมกับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเพื่อยื่นข้อเสนอคัดค้านและเรียกร้องความเป็นธรรมจากบริษัทอย่างเร่งด่วน

ที่มา: E tū, 2/7/2026  

Wednesday, July 1, 2026

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียสั่งข้าราชการเข้าออฟฟิศ 4 วันต่อสัปดาห์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองแซคราเมนโต เมื่อพนักงานของรัฐส่วนใหญ่ต้องกลับเข้าทำงานในออฟฟิศเป็นเวลา 4 วันต่อสัปดาห์ตามคำสั่งของจากผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากที่เคยเลื่อนกำหนดการมาจากปีที่แล้ว ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ส่งผลกระทบต่อประชากรในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากข้าราชการคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 6 ของแรงงานทั้งหมดในเมือง อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์และผลการตรวจสอบจากฝ่ายค้านที่พบว่า บางหน่วยงานไม่มีพื้นที่สำนักงานเพียงพอสำหรับรองรับพนักงานทั้งหมด เนื่องจากมีการยกเลิกสัญญาเช่าอาคารไปในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ และกลุ่มพนักงานยังสะท้อนปัญหาเรื่องความแออัดในสถานที่ทำงาน

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจขนาดเล็กในย่านใจกลางเมืองต่างขานรับมาตรการนี้ เนื่องจากยอดขายที่ซบเซาและการขาดรายได้จากกลุ่มลูกค้าข้าราชการมานานหลายปี โดยก่อนหน้านี้มีข้าราชการกลับเข้ามาทำงานเพียง 60% เท่านั้น การบังคับใช้เกณฑ์ใหม่นี้จึงเป็นความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและเพิ่มปริมาณการสัญจรบนท้องถนน ทั้งนี้ พันธมิตรผู้ประกอบการย่านใจกลางเมืองได้เตรียมความพร้อมรองรับการกลับมาของกลุ่มข้าราชการจำนวนมาก โดยการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชนเพิ่มขึ้นเพื่อตรวจตราความเรียบร้อย ซึ่งช่วยลดอัตราการเกิดอาชญากรรมและการตั้งแคมป์ริมถนนในพื้นที่ได้แล้ว

ที่มา: CBS News, 1/7/2026 

Tuesday, June 23, 2026

กระทรวงสารสนเทศไนจีเรียเปิดงานสัปดาห์คนทำงานภาครัฐ มุ่งปฏิรูปรัฐสู่ระบบดิจิทัลและนวัตกรรม

กระทรวงสารสนเทศและการปรับแนวทางแห่งชาติของไนจีเรีย เปิดฉากงานฉลองสัปดาห์ข้าราชการพลเรือนประจำปี 2026 ณ สำนักงานใหญ่ในกรุงอาบูจา โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–28 มิถุนายน 2026 ภายใต้แนวคิด "การพลิกโฉมสถาบันสาธารณะด้วยการส่งเสริมนวัตกรรม การมีส่วนร่วม และการยอมรับความแตกต่าง" เพื่อยกย่องความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่รัฐในการขับเคลื่อนประเทศ ในพิธีเปิดงานได้มีการเรียกร้องให้บุคลากรทุกคนเปิดรับนวัตกรรม การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล เพื่อสร้างระบบบริการสาธารณะที่ยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางและมีประสิทธิภาพในระดับสากล

ภายในงานมีการนำเสนอแนวทางขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ข้าราชการพลเรือน 6 เสาหลัก โดยผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงฯ ได้แก่ การเร่งพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การใช้ระบบบริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน (PMS) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตลอดจนการใช้ระบบข้อมูลบุคลากรและเงินเดือนแบบบูรณาการ (IPPIS) เพื่อความโปร่งใสในระบบราชการ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อรองรับการทำงานยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการจัดสรรสวัสดิการข้าราชการ เช่น โครงการที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสินเชื่อ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและผลักดันวาระการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ

ที่มา: VON, 23/6/2569

Monday, June 22, 2026

พนักงาน IKEA เยอรมนีผละงานประท้วง 31 สาขา ชนวนขัดแย้งค่าจ้างและข้อพิพาทแรงงาน

พนักงาน IKEA มากกว่า 8,000 คน ในเยอรมนีร่วมกันนัดหยุดงานประท้วงใน 31 สาขาทั่วประเทศตามคำเรียกร้องของสหภาพแรงงาน Verdi เพื่อกดดันข้อเรียกร้องขอปรับขึ้นเงินเดือน 7% (ขั้นต่ำ 225 ยูโรต่อเดือน) สัญญาจ้าง 12 เดือน สำหรับแรงงานภาคค้าปลีกราว 5.2 ล้านคน ขณะที่สมาคมการค้าปลีกแห่งเยอรมนี (HDE) ยื่นข้อเสนอสวนทางด้วยการแช่แข็งค่าจ้าง 6 เดือนแรก ก่อนจะทยอยปรับขึ้น 2% ในเดือนพฤศจิกายน 2026 และอีก 1.5% ในเดือนสิงหาคม 2027 ภายใต้สัญญาจ้าง 24 เดือน แม้ทาง IKEA จะแถลงว่าห้างทั้ง 54 สาขายังคงเปิดทำการตามปกติ แต่สหภาพแรงงานชี้ว่ามาตรการตัดลดต้นทุนและพนักงานของบริษัทสวนทางกับรายได้ที่สูงถึง 6.1 พันล้านยูโรในปีงบประมาณ 2024

นอกจากนี้ เยอรมนีกำลังเผชิญข้อพิพาทรอบด้าน ทั้งร่างกฎหมายปฏิรูปเวลาทำงานของกระทรวงแรงงานที่เสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์ทำงานจากวันละ 8 ชั่วโมงเป็นกำหนดชั่วโมงสูงสุดต่อสัปดาห์แทน พร้อมบังคับใช้ระบบบันทึกเวลาดิจิทัล ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มนายจ้างอย่างรุนแรง ขณะที่สมาพันธ์สหภาพแรงงานเยอรมัน (DGB) เตือนว่าอาจกระทบต่อสุขภาพ หลังพบสถิติแรงงานเยอรมันต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าจ้างสูงถึง 638 ล้านชั่วโมงในปี 2024 ส่วนในภาคอุตสาหกรรมโลหะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงของสหภาพแรงงานที่เอื้อให้เกิดการกดค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานชั่วคราวซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ศาลสวัสดิการสังคมยังสั่งยกเลิกข้อจำกัดในการระงับสิทธิ์ช่วยเหลือผู้ว่างงานต่อพลเมืองสหภาพยุโรปบางกลุ่มเนื่องจากขัดต่อกฎหมายด้วย

ที่มา: Ad Hoc News, 21/6/2026 

เรื่องที่ได้รับความนิยม

Powered by Blogger.